ตอนที่ : 1 ผู้รับใช้ - Martial Peak
Aa+
Aa-
reset

ตอนที่ : 1 ผู้รับใช้

รุ่งอรุณของวันใหม่ หยางไค่ตื่นขึ้นในช่วงเช้ามืด เขาล้างหน้าจัดระเบียบความเรียบร้อยของเตียงนอนก่อนจะถือไม้กวาดที่อยู่ในมุมหนึ่งของห้องเล็กๆ และเดินออกมาเพียงผู้เดียว เขายืนอยู่ที่หน้าประตูบิดลำตัวไปมา ดวงตาทั้งคู่มองไปยังท้องฟ้าสีเทายามเช้า ก่อนที่เขาจะปิดนัตย์ตา สูดหายใจเลึกๆเพื่อซึมซับอากาศที่บริสุทธิ์และเพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งความสงบสุขในยามเช้า จากนั้นเขาได้ลืมตาพร้อมกุมกระชับไม้กวาดในมือและเริ่มทำความสะอาด กวาดพื้นที่รอบๆที่เต็มไปด้วยเศษฝุ่นเศษซากของวิเศษและใบไม้ที่ร่วงโรยลงมา

เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำที่มีความเรียบง่ายและสะอาด ริ้วรอยเสื้อผ้าที่จางลงจากการสวมใส่ด้วยระยะเวลายาวนานทำให้เด็กหนุ่มเช่นเขาดูมีอายุมากขึ้น กระดูกสันหลังของหยางไค่ยึดตรง แม้ว่าเขากำลังทำงานที่อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด แต่ใบหน้าของเขาแสดงออกอย่างพิถีพิถันซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจในการทำงานอย่างยิ่ง การกระทำของเขานิ่งสงบดุจธารา สองมือที่จับกุมไม้กวาดออกแรงตวัดเพียงเล็กน้อย เขาหมุนข้อมือทั้งสองไปมา ไม้กวาดที่อยู่ในมือจึงเปรียบเสมือนแขนทั้งสองที่กระทำอย่างคล่องแคล่ว  จากการก้าวเดินและการขยับไปมาของร่างกาย เศษซากของวิเศษและเศษฝุ่นที่สะสมอยู่บนพื้นดินได้เคลื่อนไหวไปมาพร้อมกับเขา ราวกับว่ามันมีชีวิต
 
หยางไค่เป็นศิษย์ฝึกหัดแห่งหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว สามปีก่อนเขาได้เข้ามาในสำนักและเริ่มฝึกฝนวิชายุทธ์  แต่จนถึงบัดนี้เขายังคงฝึกยุทธุ์อยู่ในขั้นกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3  ศิษย์คนอื่นๆที่เข้าสำนักพร้อมกับเขาต่างฝึกฝนวิชายุทธ์อยู่ในระดับขั้นสูง ดังนั้นพวกเขาแต่ละคนต่างได้รับโอกาสอันแสนวิเศษ เข้าสู่ สำนักนิกายอื่นๆ ที่อยู่ในระดับสูง แต่ตัวเขาเองกลับทำได้เพียงถอนหายใจอย่างสิ้นหวังอยู่ทุกวันอยู่ร่ำไป
 
สามปี กายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3 ระดับการฝึกยุทธ์เช่นนี้ไม่สามารถใช้คำพูดธรรมดาอธิบายพรรณนาได้ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเขานั้นโง่เขลายิ่งนัก
 
เมื่อโง่เขลา ไร้สติปัญญาเช่นนี้ หยางไค่จึงทำได้เพียงรับหน้าที่ผู้รับใช้ กวาดทำความสะอาด บริเวณด้านนอกอย่างขยันขันแข็งเพื่อให้ตนเองสามารถดำรงชีวิต ฝึกฝนวิชายุทธ์อยู่ในหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวแห่งนี้ต่อไป
 
หอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวเป็นสำนักที่วิเศษกว่าสำนักอื่นๆ  เพราะเอกลักษณ์ที่วิเศษเช่นนี้จึงทำให้ศิษย์ที่อยู่ในระดับล่างต่างแข่งขันแย่งชิงอย่างเหี้ยมโหด ภายในสำนักหลิงเซี่ยวแห่งนี้ ผู้ที่มีความสามารถเท่านั้นจึงจะสามารถไต่เต้าไปยังระดับที่สูง ผู้ไร้ซึ่งความสามารถจะถูกกำจัดออกไป ผู้อ่อนแอที่อาศัยอยู่ภายในสำนหักหลิงเซี่ยวจะถูกหมายหัวและถูกกำจัดออกจากการแข่งขันทั้งหมด
 
ในสำนักอื่นๆ  ยังมองเห็นมิตรภาพจากการช่วยเหลือของพี่น้องมิตรสหายทั้งหลาย แต่ภายในสำนักหลิงเซี่ยวแห่งนี้ไม่มีคำว่ามิตรภาพ !! หากท่านต้องการเดินทางไปยังระดับที่สูงสุด เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ มีเพียงการเหยียบย่ำพี่น้องมิตรสหายทั้งปวง และ ก้าวผ่านเลือดอันบริสุทธิ์ของพวกเขา แล้วตัวของท่านจะกลายเป็นผู้ที่มีคุณสมับติทั้งปวง
 
ระบบที่เข้มงวดของหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั่วราชวงศ์ฮั่น แม้ไม่ได้เป็นสำนักที่มีขนาดใหญ่ แต่ความโหดเหี้ยมในการแข่งขันแย่งชิงของศิษย์สาวกของพวกเขาไม่เป็นสองรองใครทั้งสิ้น !! ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ทักษะการต่อสู้ของศิษย์แต่ละคนมีความโหดร้าย ดุดัน และแข็งแกร่ง เมื่อพวกเขาเดินทางออกมาท่องยุทธภพ ไม่มีใครกล้าที่จะสร้างความโกรธเคืองให้แก่พวกเขาแม้แต่น้อย
 
หอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยมีกฎที่ศักดิ์สิทธิ์ 1 ข้อ ศิษย์ที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามายังหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว ภายในระยะเวลา 3 ปี เป็นการทดสอบการฝึกยุทธ์ของพวกเขา ในระยะเวลาภายใน 3 ปี ความเป็นอยู่เสื้อผ้าอาภรณ์ อาหารต่างๆ จะเป็นความรับผิดชอบของหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว ศิษย์ที่เข้ามามีหน้าที่มุ่งเน้นการฝึกยุทธ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในระยะเวลาภายในสามปี ถ้าหากสามารถฝึกยุทธ์จนก้าวผ่านขันกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3 จะสามารถก้าวไปสู่สำนักหรือนิกายที่ยิ่งใหญ่และเข้าไปเป็นศิษย์ของนิกายหรือสำนักนั้นๆ ได้   เพื่อให้ยอดฝีมือเหล่านั้นสอนวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งให้แก่พวกเขา แต่กระนั้น ศิษย์ที่สามารถก้าวผ่านขั้นกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3 สามารถเลือกจะไม่เข้าสู่นิกายหรือสำนักต่างๆ และฝึกฝนวิชายุทธ์ด้วยตนเอง แต่วิธีการปฏิบัติในการฝึกยุทธ์ มีอาจารย์ที่ให้คำปรึกษาคำแนะนำ การหาแนวทางของตนเองนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากขอบเขตการชี้วัดมาตรฐานเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวยังมีกฏที่มีความยืดหยุนและเสรีภาพในการเลือกเส้นทางชีวิตของตน
 
ในช่วงระยะเวลาสามปีถ้าหากศิษย์นั้นยังไม่สามารถก้าวผ่านขั้นกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3  เขาผู้นั้นจะถูกขับออกจากหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว หรือถูกลดระดับกลายเเป็นศิษย์ฝึกหัด
 
ศิษย์ฝึกหัดคือสถานะปัจจุบันของหยางไค่ ! นอกจากนี้เขายังเป็นความอัปยศของหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว
 
เมื่อเทียบกับศิษย์คนอื่นๆ ศิษย์ฝึกหัดมีสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันอย่างมาก เพราะเขาเดินทางมาถึงจุดนี้ อาหารการกิน เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ต้องจัดหาและจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง  หอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวจะไม่ยอมสูญเสียทรัพยากรใดๆ ในการฝึกสอนให้แก่เขาแม้แต่น้อย เมื่อถูกลดระดับให้เป็นเพียงศิษย์ฝึกหัด  ชั่วชีวิตของเขาจะไม่มีวันโงหัวขึ้นมาจากความอัปยศนี้ นอกจากในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เขาจะสามารถแสดงอำนาจพลังที่แข็งแกร่งของเขาอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้หอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวเห็นว่าเขามีคุณสมบัติคู่ควรที่จะเข้าสู่นิกายหรือสำนักอื่นๆ
 
หอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยมีศิษย์ทั้งหมด 3000 คน แล้วศิษย์ฝึกหัดล่ะมีกี่คน ? ศิษย์ฝึกหัดมีทั้งหมดไม่ถึง 10 คน ! หยางไค่เองมีโชควาสนาที่เลวร้ายอยู่ในกลุ่มคนของศิษย์ฝึกหัดที่ต้อยต่ำ
 
ศิษย์ฝึกหัดที่ต้องการใช้ชีวิตรอดอยู่ในหอประลองยุทธ์ต่อไปมีความยากยิ่งเฉกเช่นการเดินทางไปยังฟ้าสวรรค์ เช่นที่อยู่อาศัยปัจจุบันของหยางไค่ เป็นกระท่อมเล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นจากท่อนไม้เก่าๆ หลังคาของกระท่อมเป็รูรั่วเล็กๆ หลายจุด ซึ่งตัวเขาเองยังไม่มีเวลาจัดการซ่อมแซม เมื่อฝนตกลงมา ภายในกระท่อมเล็กๆ จะเปียกชื้นและยากต่อการระบายน้ำออกไป เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่เป็นเสื้อผ้าที่เขาซื้อเอง อาหารที่เขากินประจำทุกวันยังเป็นเขาเองที่จัดการทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นตัวเขาเองที่ต้องรับผิดชอบเพียงคนเดียว
 
แม้แต่สถานที่ตั้งของกระท่อมเล็กๆ ยังเป็นสถานที่ห่างไกลจากหอประลองยุทธ์และเป็นสถานที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ ไม่มีแม้แต่คนย่างกรายเข้ามา
 
จากการปฏิบัติที่โหดร้ายเช่นนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปไม่สามารถจะทนต่อไปได้ นี้ยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมศิษย์ฝึกหัดแห่งหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวมีจำนวนที่เล็กน้อยเช่นนี้ ศิษย์ส่วนใหญ่ที่ทดลองฝึกวิชายุทธ์และไม่สามารถก้าวผ่านขั้นดับชีพกายา พวกเขาต่างเลือกที่จะออกไปจากหอประลองยุทธ์แห่งนี้ แต่หยางไค่เลือกที่จะอยู่ต่อ
 
เมื่อถูกผู้คนขับไล่ออกจากสำนัก แล้วถูกกระทำเช่นนี้จะเป็นไรไปเล่า ?
 
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อถูกลดระดับลงให้เป็นเพียงศิษย์ฝึกหัด หยางไค่ถูกมอบหมายให้รับงานผู้รับใช้ที่กวาดบริเวณด้านนอก เพื่อให้ตนเองสามารถยืนหยัดในหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวแห่งนี้ต่อไป
 
หรืออาจะกล่าวได้ว่าหยางไค่เป็นศิษย์ฝึกหัดแห่งหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว และยังเป็นผู้รับใช้ที่กวาดบริเวณด้านนอกอีกด้วย แต่การเป็นผู้รับใช้กวาดทำความสะอาดเช่นนี้  บางครั้งมันไม่สามารถบรรเทาความหิวโหยและความอบอุ่นของหยางไค่  หลายครั้งที่ต้องอดมื้อกินมื้อ เมื่อมีอากาศที่หนาวเย็นพัดผ่านไม่มีใครเลยที่กล่าวถามความความเป็นอยู่ที่ทุกข์ทรมาณเช่นนี้ ซึ่งทำให้เขาต้องใช้ชีวิตผ่านไปทุกๆวันด้วยความโดดเดี่ยว อ้างว่างและน่ารันทด แต่ชีวิตต้อ้งพบเจอกับความยากลำบากเช่นนี้ หยางไค่ไม่เคยมีความคิดที่จะก้าวถอยหลังและออกจากหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว  เมื่อมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มีระยะเวลาที่น่าตื่นเต้น เส้นทางชีวิตที่ตนเองเลือกที่จะก้าวเดิน ต้องอดทนและก้าวเดินต่อไป การยอมแพ้ในระหว่างทางไม่ใช่สิ่งที่ลูกผู้ชายควรกระทำ
หยางไค่มีนิสัยที่ดื้อรั้น เมื่อมันไม่ใช่อุปสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ นักหนาสาหัสเจียนตาย เขาจะไม่มีวันหันหลังกลับไปแน่ !!
หยางไค่กวาดฝุ่นออกจากพื้นที่บริเวณรอบๆ ทุกๆ พื้นที่ต่างสะอาดเรียบร้อย ไม่เหลือไว้แม้แต่ร่องรอยของเศษฝุ่น ท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้นมาทีละนิด
แม้ว่าการกวาดพื้นไม่ได้ใช้พลังงานมากมาย แต่ว่าการที่ไม่มีอาหารใดๆตกถึงท้องตั้งแต่ช่วงเช้า ทำให้ร่างกายของหยางไค่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ซึ่งสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรง ทั้งหมดเป็นเพราะร่างกายที่อ่อนแอ
 
อาหารสามมื้อ ได้กินเพียงสองมื้อ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นหยางไค่ ร่างกายของพวกเขาต้องอ่อนแออย่างแน่นอน
 
เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าศิษย์ของหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวต่างรวมกลุ่มกัน ศิษย์เหล่านี้ต่างตื่นเข้ามาในเวลาเช้าตรู่ แต่พวกเขาไม่ไปฝึกยุทธ์ทันทีแต่กลับมาล้อมรอบร่างกายของหยางไค่ สายตาของพวกเขาประกายความสนใจต่อหยางไค่ สายตาของคนบางคนกลับประกายด้วยความโลภ เสมือนว่าหยางไค่เป็นหญิงงามที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนจนทำให้พวกเขาต้องจ้องมองอย่างไม่วางตาและต้องการที่จะอยู่ที่นี้ต่อไป
 
แต่บรรยากาศที่เหล่าศิษย์แห่งหอประลองยุทธ์ล้อมรอบหยางไค่ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ขุ่นมัว และยังมีบรรยากาศแห่งการแย่งชิงแข่งขันประกายออกมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาทั้งหมดต่างมองไปยังศิษย์ที่อยู่รอบๆ ตัวด้วยความระมัดระวังและลักษณะที่ไม่เป็นมิตรต่อกัน
 
คนที่อยู่ในฝูงชนทนต่อความหน้าด้านของตนเองไม่ได้จึงกล่าวเบาๆ : “คนมากมายเช่นนี้ รู้สึกมันจะมากเกินไป ”
ฉับพลันมีคนกล่าวตอบอย่างรวดเร็ว : “เจ้าคิดว่าเยอะไป เจ้าก็เดินออกไปซะ ไม่มีใครต้องการให้เจ้าอยู่ต่อ ”
คำพูดที่กล่าวออกมาทำให้เขาคนนั้นไม่กล้าที่จะโต้แย้งอีก ทุกคนต่างรู้ดีว่าทำไมพวกเขาถึงมารวมตัวอยู่ที่นี้ ทำไมพวกเขาจึงจ้องมองไปยังหยางไค่ เพราะพวกเขากำลังรอเวลาที่กำลังจะมาถึง อีกไม่นานจะถึงเวลาที่พวกเขารอคอย  ถ้าออกไปจากตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดายหรือไง ? ถ้าหากสามารถคว้ารางวัลแรกมาได้ ในวันนี้จะเป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ดีที่สุด
 
ความเคลื่อนไหวรอบๆ บริเวณ หยางไค่สัมผัสได้อย่างชัดเจน แต่การแสดงออกของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขบวนแห่เช่นนี้เขาเองต้องพบเจอกับมันทุก 5 วันต่อ1 ครั้ง  1 เดือน ใน 1 เดือน เขาต้องพบเจอกับมันถึง 6 ครั้ง ซึ่งมันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย นอกจากนั้นเขายังสังเกตเห็นจำนวนของฝูงชนที่อยู่ด้านหน้าลดลงไปอย่างมาก อาจเป็นเพราะพวกเขายังไม่มารวมกันทั้งหมด
 
ดังนั้นเขาจึงกวาดบริเวณด้านนอกเรื่อยๆ  เขาไม่สนใจเหล่าฝูงชนที่อยู่รอบๆ บริเวณ เขากวาดไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น
 
จากการเคลื่อนไหวของเวลา หลังจากนั้นไม่นานมากนัก ฝูงชนที่อยู่รอบๆ บริเวณ หยางไค่ เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการประมาณการคร่าวๆ ในตอนนี้ฝูงชนน่าจะมีประมาณ 30-40 คน
 
ทันใดนั้น หยางไค่หยุดการเคลื่อนไหว เขานั่งลงในช่วงกลาของถนน และสูดลมหายใจเข้าไป เพื่อเรียกคืนความแข็งแกร่งทางกายภาพให้แก่ร่างกายของตนเอง
เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวเช่นนี้ ฝูงชนที่รวมตัวอยู่บริเวณรอบของหยางไค่ได้แยกย้ายออกจากกันทันที พวกเขาได้ล้อมรอบให้เขาอยู่ตรงกลาง บรรยากาศการแข่งขันที่ตึงเครียดได้เข้าสู่ในระดับใหม่อย่างกะทันหัน แม้แต่การไหลเวียนของอากาศยังหยุดนิ่งทันที
 
เหล่าศิษย์ที่อยู่ในบริเวณนี้ไม่มีใครมองหน้าใคร พวกเขาต่างมองไปยังหยางไค่ที่นั่งอยู่บนพื้นถนน
 
ถ้าบุคคลอื่นเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ พวกเขาต้องเข้าใจผิดว่าผู้ที่อยู่ศูนย์กลางต้องเป็นผู้ที่มีฝีมือการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ไม่เช่นนั้นผู้คนที่มากมายจะล้อมรอบเขาเพื่อเผชิญหน้ากับเขาเช่นนั้นทำไม ? แต่ในความเป็นจริง หยางไค่เป็นเพียงศิษย์ฝึกหัดที่อยู่ในการบ่มเพาะร่างกายในขั้นที่ 3 เท่านั้น ศิษย์ทั้งหมดที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่างแข็งแกร่งกว่าเขาทั้งหมด
 
“หยางไค่ เจ้าอย่าพยายามอีกเลย อีกประเดี๋ยว พวกเราจะประชาทัณฑ์เจ้าเอง ทุกคนต่างต้องรักษาเวลาไม่ใช่หรือไง ?  ” เมื่อเห็นหยางไค่เป็นเช่นนี้  มีบางคนที่รู้สึกเหยียดหยาม ดูหมิ่นเขาทันที
 
มีการบ่มเพาะวิชายุทธ์เพียงกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3 จะพยายามฝึกยุทธ์ให้ตนเองผงาดขึ้นมาอีกทำไม  ? ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็แพ้อยู่ดี ยอมแพ้ตั้งแต่แรกมันดีกว่า มีเหตุผลอันใดที่ต้องอุดอู้อยู่ที่นี้ต่อไป ?
 
“ใช่ ใช่ ใช่ หยางไค่โปรดพิจารณาเข้าใจความรู้สึกของเหล่าพี่น้องทั้งหลายด้วยซิ พี่น้องทั้งหลายนั้นไม่เหมือนกับเจ้า หลังจากประลองยุทธ์ในครั้งนี้ พวกข้าทั้งหลายยังต้องฝึกฝนบ่มเพาะวิชายุทธ์ต่อไป ”
 
คำกล่าวเช่นนี้ เสมือนว่าหยางไค่กำลังชนะการประลองยุทธ์กับพวกเขา การกระทำของหยางไค่ที่กำลังพักฟื้นเพื่อฟื้นฟูพลังภายในนั้นดูเหมือนว่าหยางไค่ไม่ให้เกียรติพวกเขา
 
หยางไค่ไม่สนใจคำกล่าวที่ทะลักทะลวงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เขายังคงนิ่งสงบ เสมือนว่าเขาเป็นพระอรหันต์ที่สงบเยือกเย็น
 
เวลายังคงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ฉับพลัน เสียงระฆังที่มีความไพเราะดังกังวานไปทั่วทุกแห่งหน เสียงระฆังที่ไพเราะเป็นเสียงระฆังยามเช้าของหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว เมื่อทุกคนได้ยินเสียงระฆัง เหล่าศิษย์ที่ล้อมรอบหยางไค่ต่างตื่นตกใจอย่างกะทันหัน
 
เสียงระฆังดังกังวานทั้งหมด 9 ครั้ง ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทางทิศตะวันอกก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการเริ่มต้นวันใหม่
 
สุ่มเสียงของทุกคนหยุดลงในทันที สายตามุ่งกระหายไปยังหยางไค่ที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลาง  หยางไค่ลุกขึ้นช้าพร้อมหยิบไม้กวาดที่อยู่ข้างลำตัว สายตาที่เย็นชาของเขาเหลือบมองไปยังฝูงชนที่อยู่รอบๆตัวเขา
 
“เลือกข้าซิ ศิษย์พี่หยาง ” เสียงตะโกนดังแว่วออกมา  : “ข้าลงมือเบามาก รับรองว่าข้าจะไม่ทำให้ศิษย์พี่เจ็บตัวแน่นอน ”
 
“โกหก ! เลือกข้าสิ ข้าจะมอบความเมตตาให้แก่เจ้า ข้าจะทำให้ทุกอย่างจบในหมัดเดียว ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ทุกท่านต้องเสียเวลา ”
“เลือกข้า ………..”
“เลือกข้า ………..”
 
ทั่วไปบริเวณมีเสียงตะโกนอึมครึมมาทันที เสมือนว่าพวกเขากำลังขายผักปลาในตลาดสดและกำลังแย่งชิงในการเสนอผักปลาให้แก่ลูกค้า
 
“หยางไค่ เจ้าจะทำลายกฎที่ตัวเจ้าตั้งขึ้นมาเองหรือยังไร ! ” มีบางคนกล่าวตักเตือนขึ้นมา
 
หยางไค่แสะยิ้มเบาๆ พร้อมโยนไม้กวาดในมือขึ้นสู่ท้องฟ้า ดวงตาหลายสิบคู่ต่างจับจ้องไปยังไม้กวาดที่กำลังร่วงหล่นลงมาบนพื้น พวกเขาต่างคาดหวังและรอคอยให้ไม้กวาดหันมายังด้านหน้าของพวกเขา : “เลือกข้า เลือกข้า ”
 
เวลาเริ่มชะลอตัวอย่างช้าๆ ไม้กวาดหมุนวนอยู่บนอากาศหลายรอบ ก่อนจะลตกลงสู่พื้นดินและกลิ้งไปมา จนในที่สุดมันได้หยุดการเคลื่อนไหวลง
 
หัวของไม้กวาดได้ชี้ไปยังเยาวชนรุนเยาว์คนหนึ่งที่มีร่างกายกำยำ  ใหญ่โต
 
เสียงโห่ร้องจากความเสียดายดังระงมไปทั่ว แต่เยาวชนรุ่นเยาว์ที่มีร่างกายกำยำกลับหัวเราะออกมาดัวยเสียงอันดัง เขารีบวิ่งออกจากกลุ่มฝูงชน กอดอกและกล่าวต่อทุกคน : “ศิษย์พี่ ศิษย์น้องทุกท่าน การต่อสู้ในวันนี้เป็นหน้าที่ของข้า หวังหวังทุกท่านจะไม่กล่าวโทษต่อข้า ”
 
“เหอะ โชคเข้าข้าง ! ”  มีคนริษยาเป็นจำนวนมาก
 
“ทำไมไม่เป็นข้า ทำไมไม่เลือกข้า ข้ามาตลอดทุก 5 วัน มาที่นี้ 1 เดือนเต็มๆ หยางไค่เจ้าตั้งใจใช่ไหม ? ”
 
“อย่ากล่าวเลย ข้ามาที่นี้ถึง 3 เดือน ไม่เคยเลยสักครั้งที่ข้าจะถูกเลือก !! ”
 
“ศิษย์พี่ ข้านั้นโชคร้ายกว่าท่านเสียอีก ”
“ไม่เลย ไม่เลย ความสนุกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ” ศิษย์พี่น้องทั้งสองสบตากันและแอบยิ้มอยู่ในหัวใจของพวกเขาอย่างแผ่วเบา
 
ในลานประลอง ศิษย์คนอื่นๆ ได้แยกย้ายออกจากกัน เหลือเพียงหยางไค่ที่เผชิญหน้ากับเยาวชนรุ่นเยาว์คนหนึ่งที่มีร่างกายกำยำ
 
“ศิษย์ฝึกหัดหยางไค่ กายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3 ! ” หยางไค่กล่าวตะโกนต่อศัตรูที่อยู่ตรงหน้าของเขา
 
“ศิษย์สามัญ โจวติงจวน กายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 5 ! ” เยาวชนรุ่นเยาว์ที่มีร่างกายกำยำได้กล่าวแนะนำตนเอง
ศิษย์สาวกแห่งหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวมีการจัดอันดับชั้น จากระดับล่างสุดเรียงขึ้นไปยังระดับสูงสุด  ระดับที่ 1 ศิษย์ฝึกหัด ระดับที่ 2  ศิษย์สามัญ ระดับที่ 3 ศิษย์ชั้นกลาง ระดับที่ 4 ศิษย์ชั้นสูง ระดับที่ 5 ศิษย์ผู้แกร่งกล้า ซึ่งมีทั้งหมด 5 ระดับ โจวติงจวนกล่าวว่าตนเองเป็นศิษย์สามัญ นั้นหมายความว่าเขายังไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักอื่นๆ และยังไมได้รับคำกล่าวแนะนำใดๆ จากใคร ถ้าหากเขาประสบความสำเร็จ เขาษมารถเลือกเข้าสู่สำนักอื่นๆ กราบคำนับอาจารย์ของสำนักอื่นเป็นอาจารย์ของตนเอง ซึ่งต้องเป็นศิษย์ชั้นกลาง ศิษย์ที่มีความแข็งแกร่งความสามารถมากว่าศิษย์ชั้นกลางคือศิษย์ชั้นสูง ศิษย์ที่มีความแข็งแกร่งความสามารถยิ่งกว่าศิษย์ชั้นสูง คือ ศิษย์ผู้แกร่งกล้า ศิษย์ชั้นสูงทุกคนล้วนเป็นศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่น ซึ่งถูกเลือกขึ้นมาจากศิษย์ชั้นสูงที่อยู่ในระดับที่ 4
และศิษย์ผู้แกร่งกล้าเป็นเสมือนความหวังและเสาหลักของศิษย์รุ่นต่อไปแห่งหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะกลายเป็นคนที่สืบทอดรับศิษย์รุ่นต่อไปเข้าไปยังสำนักที่พวกเขาฝึกฝนวิชายุทธ์
 
ลำดับชั้นของศิษย์แห่งหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว ภายนอกอาจกล่าวได้ว่าไร้ซึ่งเหตุผล แต่มันเป็นสิ่งที่กระตุ้นความรุ่นแรงความโหดเหี้ยมในการแข่งขันของเยาวชนรุ่นเยาว์คนต่อไป ซึ่งมันยังเป็นรากฐานการปกครองที่อำมหิตย์ขอองหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยว
 
แต่เหตุผลที่เหล่าศิษย์สาวกนับไม่ถ้วนต้องการที่จะต้องสู้กับหยางไค่ เป็นกฎที่ท้าทายอีกประการหนึ่งของสำนักหลิงเซี่ยว กฎแห่งการประลอง !!
 
************************
ติดตามในเพจได้ที่ FB : เทพยุทธ์เหนือโลก Martial Peak
ผู้แปล ธีรวุธ สุขวัฒนกูล

Next Post

12 thoughts on “ตอนที่ : 1 ผู้รับใช้

  1. เข้ากลุ่มยังไงแล้วจ่ายเงินผ่านทางไหนได้บ้าง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!